ประวัติศาสตร์กำแพงเมืองจีนมรดกระดับโลก

กำแพงเมืองจีนเป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคเก่า มันถูกสร้างขึ้นเมื่อ 2000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ จุดประสงค์ในการสร้างกำแพงขนาดใหญ่นี้ขึ้นมาก็เพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากชนเผ่าทางตอนเหนือ โดยตอนแรกก็ยังไม่แล้วเสร็จดี ก็ได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยกษัตริย์องค์ต่อๆมาอีกหลายพระองค์ จนเสร็จในที่สุด กำแพงแห่งนี้ ถือได้ว่าเป็นงานก่อสร้างอันแสนมหัศจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ความจริงแล้วคนเราไม่สามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนจากนอกโลกได้ พูดง่ายๆก็คือไม่มีสิ่งก่อสร้างชนิดไหนที่สร้างโดยมนุษย์แม้แต่อย่างเดียวที่สามารถมองเห็นได้ ตอนสร้างกำแพงเมืองจีนไม่ได้สร้างให้มันยาวต่อๆกันตลอด เพราะกำแพงเมืองจีน ถูกสร้างขึ้นในหลายยุคใช้เวลานับพันๆปีกว่าจะเสร็จ โดยสร้างตรงนู้นที ตรงนี้ที แล้วค่อยเชื่อมมันเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นแนวทอดยาวหลายพันกิโลเมตร กำแพงเมืองจีนเปรียบได้ดังสุสานของผู้ก่อสร้าง มีการบันทึกไว้ว่า การสร้างกำแพงนี้ใช้เชลยจากสงครามจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน พวกเขาถูกใช้เป็นแรงงงานมนุษย์เพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน โดยคนเหล่านี้จำนวนมากเสียชีวิตลงเพราะทนความเหน็ดเหนื่อยและความหิวโหยไม่ไหว ส่วนศพของผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนี่แหละ เป็นเวลานานนับศตวรรษแล้ว ที่กำแพงเมืองจีนได้รับสมญาว่าเป็นสุสานที่มีความยาวมากที่สุดในโลก เป็นเรื่องเล่าลือถึงความโหดร้ายทารุณว่าทุกๆ หนึ่งฟุตคือแลก 1 ชีวิต นอกจากนี้กำแพงเมืองจีนไม่ได้เป็นแค่กำแพงธรรมดาๆ เพราะทุกๆ 300 – 500 หลา ก็จะมีป้อมบัญชาการเพื่อใช้ในการสับเปลี่ยนเวรยามรวมทั้งใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ผู้บุกรุก มีจำนวนของหอสังเกตการณ์กว่า 1 หมื่นแห่งเสียอีก

บริเวณด้านนอกของกำแพงเมืองจีนก่อสร้างโดยการใช้ก้อนอิฐขนาดมหึมา ส่วนแกนหินข้างในที่เป็นโหว่ๆก็จะถมด้วยดินเหลืองและเศษหินเพื่อให้มีความแข็งแรง สันของกำแพงเมืองจีนกว้าง 5 เมตร ทั้งนี้เพื่อสร้างความสะดวกในการขนย้ายทหาร หรือส่งอาหารและอาวุธ บริเวณด้านในของกำแพงจึงมีประตูโดยสร้างเป็นบันไดหินเอาไว้ ทำให้การขึ้นลงสะดวกมาก ปัจจุบันนี้ กำแพงเมืองจีนไม่อาจใช้เป็นป้อมรับข้าศึกได้อีกแล้ว เพราะผุกร่อนลงไปทุกที แต่มันก็ยังคงเป็นสิ่งที่น่าทึ่งในฐานะสถาปัตยกรรมอันสง่างามอย่างหนึ่ง กำแพงเมืองจีนมีความหมายต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมาก รวมทั้งสร้างคุณค่าในการท่องเที่ยวเป็นอย่างสูง ในปี ค.ส. 1987 กำแพงเมืองจีนได้รับเลือกให้เป็นมรดกของโลกอีกแห่งหนึ่ง ในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ประจำประชาชาติจีน

About the author: Henry Stevens